ร.9 เสด็จพระราชดำเนิน เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2503

[Total: 1    Average: 5/5]

 

ขอเขียนภาคสอง ตอนต่อเรื่องที่ในหลวงเสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกา แล้วทรงมีพระปฏิภาณในการเชื่อมสัมพันธไมตรีและตอบคำถามได้อย่างโดนใจชาวอเมริกันครับ

การเสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาในปี ๒๕๐๓ ของในหลวงและพระราชินีนั้น นับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเป็นนักการทูตที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเพราะพระปฏิภาณไหวพริบและพระจริยาวัตรที่งดงาม

ก่อนอื่นขอเตือนความจำพวกเราสักนิดว่า ในหลวงของเราทรงพระราชสมภพที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาจูเซตต์ เมื่อ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐

พระราชดำรัสในโอกาสแรกที่ตอบประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ มีข้อความที่สำคัญดังนี้

“…..ในส่วนตัวข้าพเจ้าเองแล้ว การมาครั้งนี้นับว่าเป็นความสำคัญมากอยู่ ข้าพเจ้าเกิดในประเทศนี้เอง ฉะนั้นจึงพูดได้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นกึ่งเมืองมารดรของข้าพเจ้า การมาเยือนคราวนี้ทำให้รู้สึกตื่นเต้นอยู่มาก รู้สึกดีใจเหมือนได้เดินทางกลับบ้าน….”

พระราชดำรัสตอนนี้ ช่วยทำให้กำแพงหรือความรู้สึกใดๆในทางลบของชาวอเมริกันทลายลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้สื่อข่าวซึ่งลดความร้อนแรงในการตั้งคำถามพระองค์ท่าน ด้วยความรู้สึกที่เป็น “คนบ้านเดียวกัน” นั่นเอง

ต่อมาในงานเลี้ยงที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ก็ทูลในหลวงของเราอย่างเป็นกันเองว่า

“ข้าพเจ้ามีหลานปู่อยู่ ๔ คน บางทีหลานๆก็มาขอให้ปู่ทำกับข้าวให้กิน ถ้าปู่สามารถทำอะไรแปลกๆให้หลานได้กินก็คงจะดี เช่น ถ้าข้าพเจ้าได้ตำราทำบะหมี่น้ำตามที่รับสั่งเมื่อกี้นี้ ก็จะขอบพระทัยมาก”

ในหลวงของเราก็มีพระราชดำรัสตอบว่า

“ข้าพเจ้าจะพระราชทานตำราทำบะหมี่น้ำแก่ท่านประธานาธิบดี แต่ต้องขอตำราทำไอศครีมแลกเปลี่ยน เพราะทูลกระหม่อมทั้ง ๔ พระองค์โปรดเสวยนัก”

ชาวอเมริกันหัวเราะชอบอกชอบใจนัก เพราะเห็นว่าเป็นกันเองและเป็นพระราชดำรัสสดๆไม่มีสคริปท์

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ลงพาดหัวข่าวว่า “Thais Capture U.S. Capitol” และลงข่าวทั้งสองพระองค์ว่า “It is not just that they are young, and handsome and royal. The King almost makes a habit of throwing away prepared speeches and talking informally and from the heart….”

แปลเป็นไทยได้ว่า “ไม่เพียงแต่ทั้งสองพระองค์จะยังหนุ่มสาวทรงพระสิริโฉมและมีเชื้อพระวงศ์ กลายเป็นนิสัยไปแล้วที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโยนบทพระราชดำรัสที่ตระเตรียมไว้ทิ้ง และพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเองจากหัวใจ”

มีนักข่าวผู้หนึ่งซึ่งคงจะเตรียมคำถามนี้ไว้นาน กราบบังคมทูลถามว่า “ในเมื่อพระองค์เกิดที่สหรัฐฯ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็มีสิทธิสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ซี”

ในหลวง ทรงตอบว่า “ข้าพเจ้ายอมรับในข้อนั้น แต่สิทธินั้นเป็นโมฆะไปแล้วเพราะครองราชสมบัติเมืองไทยอยู่ และข้าพเจ้ามีงานทำอยู่แล้ว นั่นคือเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนชาวไทย”

อีกโอกาสหนึ่งในหลวงและพระราชินี เสด็จไปที่สถานีโทรทัศน์เอบีซี เพื่อพระราชทานสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ มีนักข่าวชาย-หญิงอย่างละคนมาสัมภาษณ์ ในตอนท้ายนักข่าวทูลถามท่านว่าทรงมีอะไรจะตรัสแก่ชาวอเมริกันหรือไม่

ในหลวงทรงตอบว่า “มี ขอให้ชาวอเมริกันไปช้าๆ (Go slow) หน่อย หาเวลาพักผ่อนบ้าง ความสุขเป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ทุกคน ถ้าท่านไปเร็วนักก็จะไม่มีเวลามีความสุข”

นักข่าวก็ทูลถามย้อนว่า “การไปช้าๆ แสดงว่าคนไทยมีความสุขกว่าชาวอเมริกันอย่างนั้นหรือ?”

ในหลวงทรงตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบไม่ได้ เพราะความสุขอยู่ในใจคน”

อีกสองวันต่อมาเป็นวันชาติสหรัฐฯ ๔ กรกฎาคม เป็นที่รู้กันว่าเป็นวันหยุดยาวของชาวอเมริกันเขา รถยนต์ขับขี่กันขวักไขว่เพราะคนออกเดินทางท่องเที่ยว ทางการตำรวจอเมริกันก็ได้นำความตอนนี้ไปออกตักเตือนประชาชนทางวิทยุจราจรทุกๆ ๑๕ นาทีว่า

“The King tells you to go slow”
(พระเจ้าอยู่หัวบอกให้ท่านไปช้าๆ)

แสดงให้เห็นว่าในหลวงของเราทรงชนะจิตใจชาวอเมริกันอย่างลึกซึ้ง

————————-

แหล่งข้อมูลนี้ ผมได้มาจากการค้นคว้าหนังสือ ๓ เล่มครับ คือ “พระบารมีปกเกล้า”, “เรื่องตามเสด็จอเมริกา-จดหมายถึงเพื่อน” และ “เสด็จเยือน ๑๔ ประเทศ” ครับ

เชิญแชร์ได้ตามสบายครับ ทุกสิ่งที่ผมนำมาเขียนเล่าก็ล้วนเพื่อเผยแพร่พระเกียรติยศของในหลวงผู้เป็นที่รักของพวกเรา

Cr. Nat Tharopong Rungroj

Be the first to comment on "ร.9 เสด็จพระราชดำเนิน เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2503"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*


Translate »
Skip to toolbar